ยานี้กินก่อนอาหาร ยานี้กินหลังอาหาร เยอะแยะไปหมด แต่กินยาก่อนหรือหลังอาหารนี่สำคัญยังไง .... เป็นคำถามที่อาจคาใจใครหลายคน เดี๋ยววันนี้ผมจะอธิบายให้ฟังอย่างง่าย ๆ นะครับ

1. ก่อนอาหาร ส่วนใหญ่ถ้าเป็นยาที่ได้จากโรงพยาบาลสมัยนี้ มักจะมีบอกที่ฉลากด้วยว่าก่อนอาหาร ....นาที แต่ถ้าหากเป็นร้านยาส่วนใหญ่ที่ยังเขียนซองยาอยู่ มักจะไม่มีฉลากกำกับ จะมีก็แค่ว่า ก่อนอาหาร ทำให้หลายคนเข้าใจผิด คิดว่าทานก่อนที่จะรับประทานอาหารได้เลย ซึ่งจริง ๆ แล้วควรทานก่อนรับประทานอาหารอย่างน้อย 30 นาที
    จุดประสงค์จริง ๆ ของการให้รับประทานยาก่อนอาหาร ก็คือ ต้องการให้รับประทานยาในขณะท้องว่าง เนื่องจากยานั้นอาจถูกรบกวนการดูดซึมเมื่อมีอาหารอยู่ในกระเพาะ, ยานั้นไม่ทนต่อกรด หรือถูกดูดซึมได้ไม่ดีในสภาวะที่ในกระเพาะมีความเป็นกรด (ในขณะรับประทานอาหาร กระเพาะก็จะมีการหลั่งกรดออกมาย่อยอาหาร)

2. หลังอาหาร ปกติแล้วยาที่รับประทานหลังอาหารก็คือ ยาส่วนใหญ่ ที่ไม่มีปัญหาเรื่องการถูกรบกวนดูดซึมจากอาหาร แต่ก็มียาหลายอย่างที่ถูกรบกวนการดูดซึมโดยอาหาร แต่ก็จำเป็นต้องรับประทานหลังอาหาร เนื่องจาก ยานั้นอาจระคายเคืองกระเพาะอาหาร หรือหากทานขณะท้องว่างอาจทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน
    ยาที่ต้องรับประทานหลังอาหาร โดยปกติแล้วก็สามารถทานหลังอาหาร 15 นาทีหรือทานทันทีหลังมื้ออาหารเลยก็ได้ โดยเฉพาะยากลุ่มที่ทำให้เกิดการระคายเคืองกระเพาะอาหาร ควรทานหลังอาหารทันที และดื่มน้ำตามมาก ๆ

3. ทุก....ชั่วโมง เวลามีอาการ.....  ตัวอย่างง่าย ๆ ของยากลุ่มนี้ก็เช่น พาราเซตามอล ยาแก้ปวด ลดไข้ สามัญประจำบ้าน ที่เรา ๆ ท่าน ๆ รู้จักกันนี่แหละครับ ยาที่มีฉลากช่วยแบบนี้จะเป็นยาที่ไม่ค่อยมีปัญหาในการรับประทานกันซักเท่าไหร่ เพราะเป็นยาที่ทานได้เมื่อมีอาการ จะมีปัญหาก็ต่อเมื่อใช้ในขนาดที่เกินกว่าที่กำหนด หรือทานถี่ บ่อยกว่าช่วงเวลาที่กำหนด เช่น พารา ให้ทานทุก 4-6 ชม. แต่ว่ากินไป 2 ชม. แล้วรู้สึกยังไม่ดีขึ้นก็ทานซ้ำอีกเรื่อย ๆ แบบนี้จากยารักษาโรค อาจกลายเป็นยาพิษได้ ควรปฏิบัติตามฉลากอย่างเคร่งครัดนะครับ
    เวลาไปซื้อยา อ่านฉลากแล้วไม่เข้าใจ หรือสงสัยอะไร ควรถามเภสัชกรตรงนั้นเลยครับ เป็นสิทธิของเราอยู่แล้วครับ (ให้เภสัชกรได้แสดงฝีมือหน่อย ไม่ใช่แค่ได้ชื่อว่าคนขายยา)

4. ก่อนนอน ยานี้ส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีปัญหาในการรับประทานกันซักเท่าไหร่ครับ ตรงตัวเลย แนะนำให้ทานก่อนนอน 15 - 30 นาที ยาที่ทานแล้วอาจทำให้ง่วงซึม ก็แนะนำให้ทานเวลานี้

    คิดว่ายังมีเรื่องเกี่ยวกับวิธีการรับประทานยา การใช้ยาที่หลายคนยังไม่ทราบ หรือทราบแต่ยังทราบไม่หมด อีกหลายอย่างนะครับ แล้วจะค่อย ๆ ทยอยนำมาเล่าให้ทุกท่านทราบ สลับกับการนำเรื่องดี ๆ เกี่ยวกับสุขภาพมานำเสนอนะครับ

    สุดท้ายนี้อยากฝากทุกคนว่า ยาที่เรารับประทานกันอยู่นั้น ไม่ใช่ยาวิเศษ ที่กินแล้วหายได้ทันทีนะครับ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตัวของเราด้วย ถ้ากินยาแล้วไม่หาย ควรลองทบทวนดูก่อนว่าเราปฏิบัติตัวในการรักษาสุขภาพถูกต้องหรือยัง ลูกค้าร้านยาที่ผมทำงาน ชอบมาบ่นว่ายาแก้ไอกินแล้วไม่เห็นหายเลย พอซักถามการปฏิบัติตัวก็พบว่า ยังกินของเย็นบ้าง นอนตากแอร์บ้าง สูบบุหรี่บ้าง........แบบนี้ ยาเทวดาก็ไม่ช่วยหรอกนะครับ

     อาการแพ้ (allergy) เป็นความผิดปกติของการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ซึ่งระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะตอบสนองต่อสิ่งที่มีปกติอยู่ทั่วไปในสิ่งแวดล้อม เช่น ละอองเกสร แมลงสัตว์กัดต่อย หรืออาหาร เป็นต้น ไม่ว่าอาการแพ้จะเกิดจากการกระตุ้นด้วยสาเหตุอะไร ก็สามารถมีอาการได้หลายระดับตั้งแต่เป็นน้อย ๆ เช่น ผื่น คัน บวม ไปจนถึงอันตรายถึงขั้นเสียชีวิต และนี่คือ 10 อันดับแรกที่พบว่ากระตุ้นให้เกิดอาการแพ้ได้บ่อย ๆ

1.ละอองเกสร เมื่อสัมผัสหรือได้รับละอองเกสรเข้าไปทางจมูก จะทำให้ผู้ที่แพ้เกิดอาการ จาม น้ำมูกไหล น้ำตาไหล คัดจมูก คัน ผู้ที่แพ้ต้องป้องกันโดยการไม่ออกไปกลางแจ้งในวันที่มีลมแรง ๆ เมื่อมีจำนวนละอองเกสรจำนวนมาก ปิดหน้าต่าง อยู่ในที่ร่ม

2.สัตว์ โปรตีนที่หลั่งออกจากต่อมไขมันบริเวณผิวหนังของสัตว์ รวมทั้งจากต่อมน้ำลาย สามารถทำให้เกิดอาการแพ้ได้ อาการแพ้อาจค่อย ๆ หายไปโดยใช้ระยะเวลาสองปีหรือมากกว่านั้น และอาการอาจจะไม่ทุเลาลงไปจนกว่าจะผ่านไปเป็นเวลา 1 เดือนที่ไม่ได้สัมผัสกับสัตว์หรือ น้ำลาย เหงื่อ ของมัน ถ้าสัตว์เลี้ยงของคุณทำให้คุณหรือคนใกล้ชิดเกิดอาการแพ้ ควรทำให้ห้องของนอนคุณเป็นเขตปลอดสัตว์เลี้ยง หลีกเลี่ยงการใช้พรม และทำความสะอาดให้สัตว์เลี้ยงของคุณเป็นประจำ

3.ไร มักจะพบในบริเวณที่เป็นที่สะสมฝุ่นในบ้าน บริเวณที่มีความชื้นสูง เซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วของมนุษย์ สัตว์ สามารถป้องกันได้โดย หมั่นเปลี่ยนและทำความสะอาด ผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน และผ้าห่ม ซักในน้ำร้อน ทำความสะอาดบริเวณที่เป็นที่สะสมฝุ่นได้ง่าย

4.แมลงกัด ต่อย ผู้ที่แพ้พิษของสัตว์ที่กัด, ต่อย อาจมีอาการแพ้ขั้นรุนแรงจนถึงแก่ชีวิตได้ อาการแพ้ประกอบด้วย การบวม แดง ซึ่งอาจนานเป็นสัปดาห์หรือมากกว่านั้น คลื่นไส้ หมดแรง มีไข้ต่ำ ๆ และในบางครั้ง(พบไม่บ่อย)อาจมีอาการรุนแรง ได้แก่ หายใจลำบาก เป็นผื่นลมพิษ หน้าบวม คอบวม ปากบวม ชีพจรเต้นแรง วิงเวียน ความดันโลหิตลดลงอย่างรวดเร็ว ควรรีบนำส่งแพทย์

5.รา เชื้อราสามารถสร้างสารที่กระตุ้นให้เกิดการแพ้ สารที่ทำให้เกิดการระคายเคือง และบางชนิดก็สร้างสารพิษ การสูดดมหรือสัมผัสกับเชื้อราหรือสปอร์ของมัน อาจทำให้เกิดอาการแพ้ได้ในบางคน ราสามารถเจริญเติบโตได้ในความชื้น ดังนั้นเราจะพบเชื้อราได้ในบริเวณที่อับชื้น เช่น ห้องน้ำ บริเวณที่ปกคลุมด้วยหญ้า ผู้ที่มีอาการแพ้ต้องหลีกเลี่ยงในสถานที่ที่มีความชื้นที่เหมาะแก่การเจริญเติบโตของราดังกล่าว

6.อาหาร อาหารเกือบทุกชนิดสามารถทำให้เกิดอาการแพ้ได้ แล้วแต่รายไป แต่ละคนจะแพ้อาหารไม่เหมือนกัน และไม่ใช่กรรมพันธุ์ บางคนทั้งชีวิตอาจไม่เคยแพ้อาหารเลย อาการแพ้สามารถเกิดขึ้นได้ใน 1 นาที หลังรับประทานอาหาร อาการได้แก่ หอบ เป็นผื่นลมพิษ อาเจียน ท้องเสีย บวมรอบปาก หากรับประทานอาหารแล้วเกิดอาการแพ้ ให้รับประทานยาแก้แพ้ (anti-histamine)เช่น Chlorpheniramine ทันที จะช่วยไม่ให้อาการแพ้ลุกลามไป

7.ยาง ถุงมือยาง ถุงยางอนามัย รวมไปถึงอุปกรณ์ทางการแพทย์บางชนิด สามารถทำให้เกิดอาการแพ้ได้ โดยอาจทำให้เกิด ผื่น น้ำมูกไหล หายใจหอบเหนื่อย จาม คันผิวหนัง คันจมูก และอาจรุนแรงได้ เช่น หายใจลำบาก เป็นผื่นลมพิษ และอาจเสียชีวิตได้

8.ยา อาการที่เกิดจากการแพ้ยา เช่น penicillin aspirin สามารถเกิดได้ตั้งแต่อาการเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น ผื่น คัน คัดจมูก ปากบวม คอบวม ไปจนถึงอาการรุนแรงถึงชีวิต ไม่ควรใช้ยานั้นซ้ำเมื่อทราบว่าแพ้ยานั้น  และควรแจ้งแก่เภสัชกร หรือ แพทย์ให้ทราบทุกครั้ง เมื่อซื้อยามารับประทานเอง หรือเข้ารับบริการทางการแพทย์ใด ๆ

9.น้ำหอม เป็นส่วนผสมทั้งใน น้ำหอมระงับกลิ่นกาย เทียนหอมบางชนิด ผลิตภัณฑ์ซักผ้า เครื่องสำอาง  สามารถเกิดได้ทั้งอาการที่ไม่รุนแรงไปจนถึงเสียชีวิต  ส่วนใหญ่แล้ว อาการแพ้จะลดน้อยลงเมื่อได้สัมผัสซำ ๆ อีกเรื่อย ๆหลาย ๆ ครั้ง แต่บางคนก็มีอาการมากขึ้น และเป็นนานขึ้น เมื่อได้รับการกระตุ้นซ้ำ แต่ก็ยังเป็นที่ถกเถียงกันว่าอาการที่เกิดจากน้ำหอมนั้นเป็นอาการแพ้ หรือ อาการระคายเคือง กันแน่

10.แมลงสาบ !! ไม่เพียงแค่ตัวของมัน แต่โปรตีนที่มันปล่อยทิ้งไว้ก็อาจกระตุ้นให้เกิดอาการแพ้ได้ อาจจะยากในการกำจัดมันให้หมดไป โดยเฉพาะในเขตร้อน พยายามรักษาความสะอาดของห้อง โดยเฉพาะห้องครัว และซ่อมแซมรอยร้าว รูรั่วต่าง ๆ ของผนัง พื้น หน้าต่าง ที่ชำรุดให้เรียบร้อย ไม่ให้เป็นที่อยู่อาศัยของแมลงต่าง ๆ

     ทั้ง 10 อย่างเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการแพ้ได้บ่อยที่สุด จะเห็นได้ว่าเป็นสิ่งที่อยู่รอบตัวเราในชีวิตประจำวันทั้งสิ้น ดังนั้นเราจึงควรสังเกตุว่าเราเคยแพ้หรือมีแนวโน้มว่าจะแพ้สิ่งใด และหลีกเลี่ยงสิ่งที่จะทำให้เกิดอาการแพ้เหล่านั้น

     ช่วงวันที่ 18-26 ต.ค.นี้  เป็นเทศกาลถือศีลกินเจ  ปัจจุบันมีผู้นิยมกินอาหารประเภทนี้มากขึ้นทั้งกินเพื่อสุขภาพและกินเพื่อถือศีล อาหารเจโดยทั่วไป มีส่วนประกอบหลักคือธัญพืชจำพวก ถั่ว งา ผักและผลไม้ 5 สี ได้แก่ ขาว ดำ แดง เขียว เหลือง งดพวกอาหารหมักดอง ละเว้นเนื้อสัตว์ 

     ในการกินเจ ต้องเลือกปฏิบัติให้เหมาะสมตามวัย อายุ และสภาพร่างกาย เพราะอาจมีผลต่อสุขภาพในระยะยาวได้  กลุ่มที่ต้องระมัดระวังในการกินเจ เป็นกรณีพิเศษ ได้แก่กลุ่มเด็ก คนป่วยและหญิงตั้งครรภ์ ควรกินระยะสั้นๆ ในช่วงถือศีลเจ 9 วัน เนื่องจากร่างกายต้องการสารอาหารที่ครบถ้วนมากกว่าคนปกติทั่วไป จึงเสี่ยงขาดสารอาหารได้ ในการกินเจ ต้องกินอาหารอื่นให้ครบ 5 หมู่ โดยให้ดื่มนมสด หรือนมถั่วเหลือง เพิ่มโปรตีนและแคลเซียมด้วย รวมทั้งกินผักสดและผลไม้ เพิ่มวิตามินให้ร่างกาย ในกรณีของเด็ก หากต้องกินเจต่อเนื่องเป็นระยะยาวหรือตลอดไป จะต้องดื่มนมและกินไข่ด้วย เพื่อป้องกันการขาดสารอาหารที่จำเป็นในการเจริญเติบโต

     ผู้ที่ถือศีลกินเจ ต้องระวังเรื่องการปรุงอาหารไม่ให้มันมาก เนื่องจากอาจทำให้น้ำหนักตัวเพิ่ม ส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาว อาหารเจทั่วไป ถ้าเป็นผักจะนำมาต้มจนเปื่อย และอุ่นซ้ำบ่อยๆทำให้สูญเสียวิตามิน ควรกินผักสด และผลไม้ตามด้วยทุกมื้อเพื่อให้ได้วิตามินที่เพียงพอ สำหรับผู้ที่กินเจตลอดปี ให้ระวังเรื่องการขาดธาตุเหล็ก สำคัญที่สุดคือต้องกินอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ ควบคู่ไปกับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ก็จะทำให้ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง

     สำหรับคนที่ต้องการกินเจเพื่อสุขภาพ มีข้อแนะนำดังนี้
1.ต้องกินผักและผลไม้สดด้วย
2.ต้องระวังการกินอาหารที่มีไขมันมาก
3.ต้องระวังอาหารที่มีรสเค็มจัด
4.ต้องมั่นใจในวัตถุดิบที่นำมาปรุงอาหารเจว่าเป็นโปรตีนจากพืช ไม่ใช่แป้ง
5.ต้องล้างผักและผลไม้เพื่อลดสารพิษตกค้าง

     การกินเจนั้นมีประโยชน์ต่อสุขภาพกาย แต่ทั้งนี้ต้องกินให้เป็น เลือกรับประทานให้ถูกหลักโภชนาการ ให้ได้สารอาหารครบถ้วนทั้ง 5 หมู่ เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ และอาหารเจยังทำให้จิตใจบริสุทธิ์ผ่องใส การกินอาหารเจให้ถูกต้องดังวิธีข้างต้นจึงจะเรียกว่าให้ประโยชน์ต่อร่างกายและจิตใจจริง ๆ

ข้อมูลจาก : www.thairath.co.th

โรคชิคุนกุนยา (Chikungunya)

posted on 18 Oct 2009 11:15 by healthylife  in Disease-Update

     ในช่วงหลายเดือนมานี้ มีโรคระบาดหลายชนิด เกิดขึ้นในบ้านเราและทั่วโลก เช่น โรคชิคุนกุนยาที่ระบาดกันมาตั้งแต่ช่วงต้นปี ซึ่งโรคนี้มีอัตราการเสียชีวิตต่ำจึงไม่ได้เป็นที่สนใจมากนัก แต่ความเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นนั้นมีค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล และเสียโอกาสที่ไม่สามารถทำงานได้ ทั้งที่โรคนี้สามารถป้องกันได้ เราจึงไม่ควรมองข้ามไป

     โรคชิคุนกุนยา เป็นโรคติดเชื้อที่เกิดจากไวรัสชิคุนกุนยา มียุงลายเป็นพาหะนำโรค ผู้ติดเชื้อจะมีไข้สูงเฉียบพลัน มีผื่นแดงขึ้นตามร่างกายและอาจมีอาการคันร่วมด้วย พบตาแดง (conjunctival injection) แต่ไม่ค่อยพบจุดเลือดออกในตาขาว  ในผู้ใหญ่ อาการที่เด่นชัดคืออาการปวดข้อ ซึ่งอาจพบข้ออักเสบได้ ส่วนใหญ่จะเป็นที่ข้อเล็กๆ เช่น ข้อมือ ข้อเท้า อาจเป็นหลายๆ ข้อเปลี่ยนตำแหน่งไปเรื่อยๆ อาการจะรุนแรงมากจนบางครั้งขยับข้อไม่ได้ อาการจะหายภายใน 1-12 สัปดาห์ บางรายอาจมีอาการปวดข้อเกิดขึ้นได้อีกภายใน 2-3 สัปดาห์ต่อมา บางรายอาการปวดข้ออาจอยู่ได้เป็นเดือนหรือเป็นปี อาจพบจุดเลือดออกบริเวณผิวหนังได้ แต่ไม่พบผู้ที่มีอาการรุนแรงถึงช็อก ในหญิงมีครรภ์จะมีอาการเช่นเดียวกับคนกลุ่มอื่น โดยส่วนใหญ่ไม่มีผลต่อทารกในครรภ์ แต่เคยมีรายงานการแท้งเกิดขึ้นในผู้ที่ตั้งครรภ์ในไตรมาสแรก ดังนั้นหญิงมีครรภ์ควรระมัดระวังตนเองมิให้ถูกยุงกัด

     หากมีอาการไข้สูงร่วมกับอาการต่อไปนี้อย่างน้อยสองรายการคือ
     - ปวดข้อ/ข้อบวม/ข้ออักเสบ
     - มีผื่นแบบ maculopapular rash คือมีผื่นสีผิวอาจเปลี่ยนเป็นสีแดง หรือน้ำตาล
     - คัน ปวดกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ ปวดกระบอก
     - มีประวัติเดินทางในช่วง 12 วัน ไปในพื้นที่เสี่ยงหรือมีประวัติสัมผัสใกล้ชิดกับบุคคลที่เดินทางมาจากพื้นที่ๆมีการระบาด
     ให้สงสัยว่าอาจเป็นโรคนี้ได้และให้รีบพบแพทย์เพื่อทำการรักษา

โรคชิคุนกุนยาแตกต่างกับโรคไข้เลือดออกอย่างไร
ข้อแตกต่าง
ชิคุนกุนยา
ไข้เลือดออก
ไข้สูง เกิดขึ้นเฉียบพลัน เกิดช้ากว่า
ระยะเวลามีไข้ ประมาณ 2 วัน ประมาณ 4 วัน
จุดเลือดออกใต้ผิวหนัง พบได้น้อย พบบ่อย
ลักษณะผื่น อาจพบผื่นราบหรือนูนเล็กน้อย ขณะเกิดโรค และตาแดง

ผื่นราบ จุดเลือดออกบริเวณผิวหนัง
มักเกิดตอนใกล้จะหาย

ปวดข้อ พบได้บ่อยในผู้ใหญ่ ไม่มี
ชักจากไข้สูง พบได้ในร้อยละ 15 (> ไข้อเลือดออก 3 เท่า)  


      โรคนี้ไม่มีการรักษาที่จำเพาะเจาะจง เมื่อได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์แล้ว แพทย์จะให้การรักษาเพื่อบรรเทาอาการปวดข้อ มีไข้ โดยใช้ยาพาราเซตามอล หรือยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ( NSAIDs) เช่น ไอบูโพรเฟน นาพร็อกเซน สำหรับยาแอสไพรินให้หลีกเลี่ยงการใช้ เนื่องจากเป็นยาที่ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการเกิดเลือดออกสูง

     อย่างไรก็ตามในผู้ที่ยังไม่ทราบว่าเป็นโรคชิคุนกุนยาหรือโรคไข้เลือดออก ไม่ควรรับประทานยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) เนื่องจากยาจะทำให้เกิดภาวะเกล็ดเลือดต่ำและเลือดออกจนเสียชีวิตได้ ส่วนผู้ที่อยู่ในระยะติดต่อต้องป้องกันไม่ให้ยุงกัดเพื่อไม่ให้มีการติดต่อไปยังผู้อื่น

     ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคนี้ การป้องกันที่ดีที่สุดคือการป้องกันไม่ให้ยุงกัด โดยการแต่งกายให้มิดชิดหากต้องเข้าไปในพื้นที่ที่มีความเสี่ยง ควรใช้ผลิตภัณฑ์ป้องกันยุง เช่น ตะไคร้หอม หรือยาทากันยุง ติดตั้งมุ้งลวดหรือนอนในมุ้ง ทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุง อย่าให้มีแหล่งน้ำนิ่งท่วมขัง และป้องกันการแพร่กระจายของโรคโดยให้ผู้ติดเชื้ออยู่ในบ้านที่มีมุ้งลวดหรือในมุ้งไม่ให้ยุงกัดได้

     โรคชิคุนกุนยาไม่มีการรักษาที่จำเพาะเจาะจง ไม่มีวัคซีนที่จะใช้ป้องกัน แต่ความไม่สบายกาย เช่น อาการปวดข้อ มีไข้ สามารถใช้ยาบรรเทาได้ ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้เลือกยาให้ แต่เพื่อให้การใช้ยามีความถูกต้องและปลอดภัย จึงควรปรึกษาเภสัชกรก่อนใช้ยา

ที่มา : Healthtodaythailand.com



    

ฉลากเจ้าปัญหา....อีกแล้ว

posted on 17 Oct 2009 00:08 by healthylife

     หลังจากบทความแรกเขียนเกี่ยวกับความเข้าใจผิดของลูกค้าที่ช่างสังเกตที่ฉลากยา ก็ทำให้นึกขึ้นได้ถึงเคสทำนองนี้ที่ เฮ้อ...ไม่รู้จะอธิบายยังไงดีครับ อธิบายไปแล้วเค้าก็เชื่อฉลากมากกว่าเรา เห็นว่าเป็นตัวหนังสือน่าเชื่อถือกว่าเภสัชกร แต่ส่วนใหญ่เคสแบบนี้จะไม่ใช่ลูกค้าประจำ เพราะถ้าลูกค้าประจำส่วนใหญ่จะเชื่อเภสัชกร ปฎิบัติตามคำแนะนำของเรา เรื่องมีอยู่ว่า

ลูกค้า : เอายามาคืนค่ะ

เภสัช : ยาเป็นอะไรเหรอครับ

ลูกค้า : เห็นข้างฉลากมันเขียนตรงคำเตือนน่ะค่ะว่า "ยานี้อาจทำให้เกิดอาการแพ้ อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต"

เภสัช : (หยิบขวดยาฆ่าเชื้อชนิดผงแห้งขึ้นมา) มันเป็นฉลากเตือนน่ะครับ กฎหมายเค้ากำหนดให้เขียนเตือนไว้ ในคนที่ทานแล้วอาจเกิดอาการแพ้แบบรุนแรง มันต้องเขียนแบบนี้อยู่แล้วครับ ยากลุ่มนี้มีฉลากเตือนแบบนี้หมดแหละครับ

ลูกค้า : ไม่เอาล่ะ คืนได้มั๊ย พี่กลัวลูกเป็นอะไรไป

เภสัช : ไม่ต้องกังวลหรอกครับ มันเป็นฉลากเตือน ถ้าพี่ไม่ให้ลูกกินยานี้ ผมว่าก็ไม่มียาตัวไหนที่ลูกพี่จะกินได้นะครับ เพราะยากลุ่มนี้มีฉลากเตือนแบบนี้หมดนะครับ

ลูกค้า : ไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวก็ปล่อยให้หายเอง เจ็บคอไม่กี่วันก็หายละดีกว่าให้ลูกพี่ทานยาที่มันเขียนว่าเป็นอันตรายถึงชีวิตน่ะค่ะ

เภสัช : (อืม ครับ แล้วแต่พี่ล่ะครับ แต่สงสารลูกพี่จัง.....)

     ไม่รู้ว่าฉลากยาเค้าจะเปลี่ยนคำเตือนให้มันดูน่ากลัวน้อยกว่านี้ได้รึเปล่า แต่ที่แน่ ๆ เภสัชกรอย่างเราคงต้องไปหาคิดค้นคำอธิบายในกรณีที่เจอเคสทำนองนี้เพิ่มเติมละ ว่าจะทำยังไงดีที่จะทำให้เค้าเข้าใจ....แต่ที่อธิบายอยู่มันก็เคลียร์แล้วนี่นา ก็ต้องหาวิธีกันต่อไปกับลูกค้าเหล่านี้ ความจริงลูกค้าแบบนี้ก็ถือว่าทำถูกต้องในส่วนทีเค้าอ่านฉลากยาก่อนใช้หรือรับประทานยา  ก็อยากให้เอาข้อดีของเค้ามาใช้กันนะครับ อ่านฉลากยาทุกครั้งนะครับเวลาจะรับประทานยา หรือใช้ยา

     วันนี้มีลูกค้ามาซื้อยาที่ร้าน ลูกของเค้ามีอาการเกี่ยวกับการติดเชื้อที่หู ผมก็จ่ายยาหยอดหูไปตามปกติ อธิบายวิธีใช้ แนะนำการปฏิบัติตัวเสร็จสรรพเรียบร้อย คิดเงิน แล้วสักพักลูกค้าคนที่ซื้อยาหยอดหูไปก็กลับเข้ามา

ลูกค้า : น้องคะ พี่มาขอเปลี่ยนยาได้มั้ยคะ

เภสัช : ทำไมเหรอครับ ยามีปัญหาอะไรรึเปล่าครับ

ลูกค้า : ลูกพี่เห็นข้างกล่องเค้าเขียน ยาอันตราย เค้าไม่กล้าใช้ พี่ก็ไม่กล้าให้ใช้ กลัวมันแรงไป

เภสัช : อ๋อ ไม่ต้องกังวลครับ ยาทุกตัวที่ต้องจ่ายโดยเภสัชกร ต้องเขียนแบบนี้ทุกตัวล่ะครับ เพราะเป็นยาที่อาจเกิดอันตรายได้ถ้าใช้ไม่ถูกต้อง ส่วนตัวที่ไม่เขียนจะเป็นพวกยาที่ขายได้ทั่วไปน่ะครับ ไม่จำเป็นต้องให้เภสัชจ่ายหรือแนะนำครับ ยังไงพี่ลองดูยาหยอดหูตัวอื่นก็ได้ครับ เดี๋ยวผมหยิบให้ดู เค้าจะเขียนว่า ยาอันตราย ทุกตัวเลยครับ นี่ครับ

ลูกค้า : (ดูที่กล่องยาตัวอื่น นิ่งสักพัก) พี่ไม่กล้าให้ลูกพี่ใช้ กลัวมันแรงไปน่ะ ......ขอเปลี่ยนเป็นตัวนี้ได้มั้ยคะ (หยิบยาหยอดหูอีกยี่ห้อหนึ่ง ซึ่งก็เขียนว่ายาอันตรายเหมือนกัน ให้เภสัช)

เภสัช : (พยายามอธิบายทำนองเดิม แต่ดูท่าทางลูกค้าไม่ฟังอะไรแล้ว) อืม...ได้ครับ แต่จริง ๆ มันก็เขียนข้างกล่องเหมือนกันนะครับ ว่า ยาอันตราย

ลูกค้า : ไม่เป็นไร พี่เอาอันนี้แหละ หยอดหูได้เหมือนกันใช่มั้ยคะ

เภสัช : ครับ ( *+>#@!!!!!)

     เคสทำนองนี้ตอนเรียนผมคิดว่าไม่น่าจะได้เจอบ่อย แต่พอได้มาอยู่ร้านยาจริง ๆ กลับต้องมาเจอบ่อย ๆ และคิดว่าเราควรให้ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับเรื่องยา ให้แก่ ผู้บริโภคให้มากกว่านี้ เนื่องจากยังมีอีกหลายคนมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับเรื่องยาอย่างมาก บางคนก็ใช้ยาพร่ำเพรื่อ ใช้ยาไม่ถูกกับโรค ไม่ถูกขนาด บางคนก็อ่านข้อความข้างกล่อง หรือฉลาก แล้วกลายเป็นกลัวมากเกินไป ทั้งหมดก็ด้วยความไม่เข้าใจนี่เอง จึงอยากใช้ blog นี่เป็นส่วนช่วยในการให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องยาที่ถูกต้อง รวมไปถึงเรื่องต่าง ๆ ที่เกียวกับสุภาพที่ยังมีความเชื่อที่ผิด ๆ กันอยู่เป็นจำนวนมาก หวังว่าคงจะเป็นประโยชน์แก่ทุก ๆ คนที่แวะเวียนมาอ่านบ้างนะครับ

edit @ 16 Oct 2009 21:03:07 by villa

edit @ 16 Oct 2009 21:05:00 by villa

edit @ 16 Oct 2009 22:08:23 by villa

edit @ 17 Oct 2009 00:05:11 by villa

edit @ 17 Oct 2009 00:05:55 by villa